จากเนื้อหาพื้นฐานที่ได้อธิบายไปแล้ว เกี่ยวกับภาษาขืนหรือไทขืน ซึ่งเป็นรูปแบบภาษาเดียวกับไทลื้อ
มีความคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนทั้งหมด เท่าที่สังเกต ภาษาขืนจะมีการทับศัพท์คำใกล้เคียงกับภาษาไทย รวมถึงอาจจะคล้ายๆ กับภาษาล้านนาที่ใช้ในประเทศไทยทางภาคเหนือในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตามจะขอพูดถึงภาษาไทขืน
และภาษาไทลื้อ โดยตามที่ผู้เขียนและรวมรวบเข้าใจนั้น ภาษาไทขืนกับภาษาไทลื้อจะเป็นภาษาเดียวกัน แต่เรียกชื่อตาม กลุ่มคนที่ใช้งาน โดยภาษาไทขืนจะเป็นภาษาที่ชาวไทขืนใช้งาน โดยเฉพาะใช้ในเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า
ที่มีชาวไทขืนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ภาษาไทลื้อจะเป็นภาษาที่คนชนชาติไทลื้อโดยเฉพาะในเมือง
สิบสองปันนาประเทศจีนใช้กัน ดังนั้นเมื่อเราศึกษาภาษาไทขืนก็เหมือนเราศึกษาภาษาไทลื้อไปด้วยนั่นเอง โดยภาษา
ไทขืนและไทลื้อเป็นภาษาโบราณที่ใช้อักษร(ไท)ธรรม โดยใช้มากันยาวนาน สิบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดีเมื่อเรามีพื้นฐานภาษาไทขืนและไทลื้อแล้ว ก็จะขอต่อยอดเพิ่มเติมในเนื้อหาภาษาไทลื้อใหม่
ซึ่งเป็นอักษรสระประกอบที่ใช้เขียนภาษาไทลื้อ ที่พัฒนาในประเทศจีน รัฐบาลจีนสนับสนุนอักษรนี้ไว้แทนที่
อักษรแบบเก่า แต่เนื่องจากไม่มีการบังคับสอนด้วยอักษรนี้ ทำให้หลายคนไม่สามารถอ่านอักษรไทลื้อใหม่ได้
นอกจากนี้ ชุมชนชาวไทลื้อในประเทศพม่า, ลาว, ไทย และเวียดนามยังคงใช้อักษรธรรม
เหตุผลที่นำพื้นฐานภาษาไทลื้อใหม่มาแนะนำก็เนื่องจากว่าผู้เขียนพบว่าในประเทศจีน เริ่มมีการใช้ตัวอักษร
ไทลื้อใหม่กันเพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ทำให้น่าศึกษาไว้เป็นความรู้หากสนใจ
และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือภาษาไทลื้อใหม่แสดงผลได้ดีกว่า ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่คนจีนหันมาใช้เพิ่มขึ้น
เนื้อหานี้จะเน้นไปที่การอ่าน เป็นการจดจำตัวอักษรทั้งที่เป็นพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เพื่อเป็นแนวทาง
พื้นฐานต่อไป
พยัญชนะในภาษาไทลื้อใหม่
พยัญชนะในภาษาไทลื้อใหม่ จะแยกออกเป็นสองรูปแบบคือ แบบเสียงสูง กับแบบเสียงต่ำ โดยมี 5 ตัวที่มีการใช้ตัว ห นำ เพื่อให้เกิดเป็นเสียงสูง ได้แก่ ᦄ หง้ะ | ᦐ หน้ะ | ᦖ หม้ะ | ᦛ หว้ะ | ᦜ หล้ะ | และมีพยัญชนะผสม ได้แก่ ᦦ กว้ะ | ᦨ กว่ะ | ᦧ ขว้ะ | ᦩ ขว่ะ | ᦪ สว้ะ | ᦫ สว่ะ | นอกจากนี้ยังมีพยัญชนะพิเศษ ที่ใช้แทนคำว่า แล้ว ᧟ ( คำว่า ᦶᦟᧁᧉ แล้ว (/lɛu˩/) สามารถย่อได้เป็น ᧟ )


สิ่งสำคัญในการศึกษาภาษาไทลื้อใหม่ก็คือการจำคู่เสียง ถ้าเราจำคู่เสียงได้ เราจะสามารถนำไปฝึกออกเสียงได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการนำไปรวมกับวรรณยุกต์ มีเพิ่มเติมในด้านล่าง
จะขอเทียบทั้งตัวอักษรไทย ตัวอักษรไทขืน/ไทลื้อ และไทลื้อใหม่ เพื่อให้เห็นความแตกต่าง และเป็นการจดจำ
ไปในตัว


ตัวอักษรไทลื้อใหม่ ก็จะเป็นการปรับเปลี่ยนหรือประยุกต์จากตัวอักษรไทธรรม มีรูปแแบบค่อนข้างคล้ายกับรูปแบบเดิม แต่ยังมีความแตกต่างที่ต้องสังเกต อย่างเช่น พยัญชนะควบหรืออักษรควบ หรืออักษรผสม ในภาษาไทลื้อใหม่จะมีรูปแบบที่จำกัดกว่าของไทขืนและไทลื้อเดิม
ตัวสะกดในภาษาไทลื้อใหม่
ตัวสะกดในภาษาไทลื้อใหม่จะเป็นดัดแปลงจากพยัญชนะ โดยมีหางห้อยลงมา คล้ายตะขอ แต่ถ้าในภาษาขืน เราจะเห็นว่าบางครั้งก็มีการก็จะมีทั้งเขียนลงมาเป็นตัวซ้อน หรือบางครั้งก็ต่อท้ายคำปกติ
ตัวสะกดหลักจะมีแค่ 6 ตัว และจะถูกนำไปผสมกับสระเป็นสระผสม เพิ่มเติม ตัวสะกดหลักจะมี ᧅ ᧆ ᧇ ᧂ ᧃ ᧄ ส่วนตัว ᧁ จะผสมกับสระบางตัว มีอธิบายในด้านล่างเกี่ยวกับสระผสม ย กับ ว

ข้อสังเกต ตัวสะกดในภาษาไทขืน และไทลื้อเดิม จะมีทั้งแบบเขียนต่อท้ายและแบบตัวซ้อนที่เขียนไว้ด้านล่าง ในขณะที่ตัวสะกดของตัวอักษรไทลื้อใหม่จะเขียนต่อท้ายอย่างเดียว
สระในภาษาไทลื้อใหม่
สระในภาษาขืนจะออกเสียงเป็นสระไม้ กะ ไม้ก๋า ไม้ กิ ไม้ กี๋ ในภาษาไทลื้อใหม่ มีรูปสระที่น้อยเมื่อเทียบกับภาษาขืน และภาษาไทลื้อ

สระผสมในภาษาไทลื้อใหม่
สระผสมในภาษาไทลื้อใหม่ ก็คือสระที่ผสมกับตัว ย หรือ ว ซึ่งในภาษาไทยก็คือตัวสะกดแม่ เกย กับแม่ เกอว


สระที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ หรือสระผสมกับตัวสะกด
อย่างที่เราได้อธิบายไปด้านบนว่าตัวสะกด ประกอบไปด้วย 6 ตัว ซึ่งมานำมาผสมกับสระ ก็จะได้เป็นสระผสมเพิ่มเติมขึ้นมา คล้ายกับภาษาไทขืน หรือไทลื้อเดิม


วรรณยุกต์ในภาษาไทลื้อใหม่
ภาษาไทลื้อใหม่ มีรูปวรรณยุกต์แค่เพียง 2 รูป คือ ᧈ และ ᧉ มีเสียงวรรณยุกต์ทั้งหมด 6 เสียง
โทนที่ 1 2 3 เป็นกลุ่มเสียงสูง โทนที่ 3 4 และ 5 เป็นกลุ่มเสียงต่ำ
สระ สระรวมและสระท้าย ที่มีคำลงท้ายเป็นนาสิก จะรวมกับ
พยัญชนะตัวแรก โทนเสียงที่ 1 และ 4 ไม่มีรูป โทนเสียงที่ 2 และ 5 ใช้เครื่องหมาย ᧈ
โทนเสียงที่ 3 และ 6 ใช้เครื่องหมาย ᧉ
สระหรือตัวสะกดเสียงต่ำจะไม่มีรูปวรรณยุกต์ได้แก่ตัวสะกด ᧅ ᧆ และ ᧇ
(ก๊ะ ด๊ะ บ๊ะ / กก กด กบ)
วิธีการเขียนแตกต่างจากภาษาขืน โดยภาษาไทลื้อใหม่จะเขียนวรรณยุกต์ไว้ต่อท้าย ถ้าเทียบกับภาษาไทย หรือภาษาขืน ก็จะเป็น ไม่เอก หรือไม่โท ในภาษาไทย และ เป็นไม่หยัก กับ ไม้ซัด ในภาษาขืน วรรณยุกต์จะเขียนไว้ด้านบนตัวอักษร


ตัวอย่างการออกเสียง

สำหรับสระหรือตัวสะกดเสียงต่ำปกติจะไม่มีรูปวรรณยุกต์ได้แก่ตัวสะกด ᧅ ᧆ และ ᧇ
(ก๊ะ ด๊ะ บ๊ะ / กก กด กบ) ถ้าเป็นพยัญชนะเสียงสูง จะออกเสียงในโทนที่ 2 ถ้าเป็นพยัญชนะเสียงต่ำ
จะออกเสียงโทนที่ 5

ตัวเลขในภาษาไทลื้อใหม่
ในภาษาขืนจะมีการใช้งานตัวเลขทั้งแบบของภาษาพม่า และแบบของภาษาขืนเองรวมกัน ในขณะที่ภาษาไทลื้อ และภาษาไทลื้อใหม่จะมีรูปแบบคล้ายกับตัวเลขของภาษาพม่า

ในภาษาไทลื้อใหม่ ถ้าเลข ᧑ อาจสับสนกับสระ ᦱ จะมีการใช้รูปอักขระเลขหนึ่งอีกแบบ (᧚) แทน
ตัวอย่างคำอ่านตัวเลขภาษาไทลื้อใหม่



อักษรย่อในภาษาไทลื้อใหม่
มีการใช้อักษรย่อแค่สองตัวอักษร
คำว่า ᦶᦟᦰ และ (/lɛʔ˧/) สามารถย่อได้เป็น ᧞
คำว่า ᦶᦟᧁᧉ แล้ว (/lɛu˩/) สามารถย่อได้เป็น ᧟
อักษรในภาษาไทลื้อใหม่ทั้งหมด
ᦟᦲᧅᦷᦎᦺᦑᦟᦹᧉ
ᦟᦲᧅ ᦷᦎ ᦺᦑ ᦟᦹᧉ
ลิก โต ไตย ลื้อ

ตัวอย่างคำศัพท์ไทลื้อใหม่
ᦉᦳᧅ ᦌᦥᦻᦡᦲ — สุก ซะบาย ดี (สวัสดี *คำทักทาย)
ᦍᦵᦲᧄ ᦣᧇ ᦉᦴ ᦈᧁᧉ — เยิม ฮับ สู เจ้า (ยินดีต้อนรับ)
ᦍᦲᧃ ᦡᦲ — ยิน ดี (ขอบคุณ)
ᦀᦲᦰ ᦔᦴᧈ — อี ปู่ (ปู่)
ᦀᦲᦰ ᦍᦱᧈ — อี ย่า (ย่า)
ᦀᦲᦰ ᦗᦸᧈ — อี พ่อ (พ่อ)
ᦀᦲᦰ ᦙᦶᧈ — อี แม่ (แม่)
ᦗᦲᧈ ᦋᦻ — พี่ จาย (พี่ชาย)
ᦗᦲᧉ ᦍᦲᧂ — พี่ หยิง (พี่สาว)
ᦓᦸᧂᧉ ᦋᦻ — น้อง จาย (น้องชาย)
ᦓᦸᦇᧉ ᦍᦲᧂ — น้อง หยิง (น้องสาว)
ᦉᦱᧁᦷᦎᦡᦲ — สาว โต๋ ดี (สาวสวย)
ᦢᦱᧁᧈᦷᦎᦡᦲ — บ่าว โต๋ ดี (หนุมหล่อ)
ᦂᦲᧃ ᦃᧁᧉ — กิน เข่า (กินข้าว)
ᦂᦲᧃ ᦓᧄᧉ — กิน น่ำ (กินน้ำ)
ᦣᧇ ᦣᦸᧂ — ฮับ ฮอง (ยินดีต้อนรับ)
ᦟᦴᧅ ᦵᦣᧃ — ลูก เฮน (นักเรียน)
ᦌᧅ ᦷᦆ — ซัก โค (ซักผ้า/ซักเสื้อผ้า)
ᦔᦻ ᦺᦙᧉ — ปาย ไม้ (ปลายไม้)
ᦌᦽᧈ ᦙᦹ — ซ่วย มือ (ล้างมือ)
ᦃᧁᧈ ᦷᦐ — ข้าว โหน (ข้าวเหนียว)
ᦂᦸ ᦗᦱᧁᧈ — กอ เพ้า (ต้นมะพร้าว)
ᦕᧅ ᦂᦳᧆᧈ — ผัก กุ้ด (ผักกูด)
ᦞᧆ ᦞᦱ — วัด วา (วัดวาอาราม)
ᦟ ᦤᦴ — ละ ดู (ฤดู)
ᦍᦱᧄ ᦐᦱᧁ — ยาม หนาว (ฤดูหนาว)
ᦍᦱᧄ ᦞᦸᧃ — ยาม วอน (ฤดูใบไม้ผลิ)
ᦍᦱᧄ ᦣᦸᧃᧈ — ยาม ฮ้อน (ฤดูร้อน)
ᦍᦱᧄ ᦊᦲᧃ — ยาม ยิน (ฤดุใบไม้ร่วง)
ᦞᧃ ᦑᦲᧆ — วัน ติ้ด (อาทิตย์)
ᦞᧃ ᦶᦈᧃ — วัน เจน (จันทร์)
ᦞᧃ ᦅᦱᧃ — วัน คาน (อังคาร)
ᦞᧃ ᦗᦳᧆ — วัน พุด (พุธ)
ᦞᧃ ᦕᧆ — วัน พัด (พฤหัสบดี)
ᦞᧃ ᦉᦳᧅ — วันสุก (ศุกร์)
ᦞᧃ ᦉᧁ — วัน เสา (เสาร์)
ตัวอย่างประโยคไทลื้อใหม่
ᦞᧃ ᦓᦲᦰ ᦶᦀ ᦋᦱᧆ ᦉᦴᧉ ᦵᦍᦲᧄ ᧞
— วัน นี้ แอ ชาด สู้ เยิม แล (วันนี้ฉันมีความสุข)
ᦶᦀ ᦂᦲᧃ ᦃᧁᧉ ᦶᦜᧉ?
— แอ กิน ข้าว แหล้ (กินข้าวหรือยัง)
ᦶᦀ ᦂᦲᧃ ᦃᧁᧉ ᦵᦠᦲᧃᧉ
— แอ กิน ข้าว เหิ้น (ฉันกินข้าวแล้ว)
* ᦶᦀ แอ เท่ากับ ฉัน (หนู) เด็กชอบใช้สำหรับเรียกตัวเองเวลาคุยกับผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่เรียกลูกหลาน
* ᦶᦀ (ออกเสียงคล้าย “แอ”) เป็น สรรพนามเฉพาะสำหรับเด็ก ใช้ใน 2 บริบทหลัก:
1.เมื่อผู้ใหญ่พูดกับเด็ก (แปลว่า “เธอ/หนู”)
— ใช้เรียกเด็กเล็กโดยผู้ใหญ่ (แม่พูดกับลูก ครูพูดกับนักเรียนเล็ก)
— แสดงความอ่อนโยน
ตัวอย่างประโยค:
ᦶᦙᧈ ᦞᦱᧈ: “ᦙᦱ ᦶᦙᧈ ᦷᦋ ᦶᦀ ᦺᦔ ᦌᦹᧉ ᦃᧁᧉ ᦙᦳᧃ.”
“แม่บอกว่า ‘มานะ แม่จะพาหนูไปซื้อขนม'”
(แม่พูดกับลูก)
2.เมื่อเด็กพูดถึงตัวเอง (แปลว่า “ฉัน/หนู”)
— ใช้โดยเด็กเล็ก เวลาพูดกับผู้ใหญ่ (พ่อแม่ ครู)
— หรือใช้โดยผู้ใหญ่เมื่อพูดกับพ่อแม่ของตัวเอง (แสดงความเป็นลูก)
— ให้ความรู้สึกน่ารัก เป็นกันเอง
ตัวอย่างประโยค:
ᦶᦙᧈ ᦏᦱᧉ ᦶᦀ ᦀᦲᧆ ᧚
“แม่รอหนูเดี๋ยวนะ”
(เด็กพูดกับแม่)
* ᦃᦾ – ᦈᧁᧉ ข่อย – เจ้า
— ใช้แสดงความเคารพ เมื่อพูดกับผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ หรือบุคคลที่สูงกว่า
— เป็นภาษาระดับทางการ หรือใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความสุภาพ
— คล้ายกับภาษาไทยที่ใช้ “กระผม” (ชาย), “ดิฉัน” (หญิง) แต่ในไทลื้อใช้ได้ทั้งชายและหญิง
* ᦂᦴ – ᦙᦹᧂ กู – มืง
— ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการ เช่น พูดกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่สนิท
— แสดงความคุ้นเคย ไม่เหมาะสำหรับใช้กับผู้ใหญ่หรือคนที่ต้องเคารพ
— คล้ายกับภาษาไทยที่ใช้ “กู” (ไม่เป็นทางการ) หรือ “ฉัน/ผม” (ทั่วไป)
— ᦂᦴ มักใช้คู่กับ ᦙᦹᧂ (มึง) เมื่อพูดกับคนสนิท
ᦎᦱ ᦞᧃ ᦏᦸᧂᧈ ᦶᦈᧂᧉ ᦺᦉ
— ตา วัน ถ่อง แจ้ง ใส (ดวงอาทิตย์ส่องแสง)
ᦖᦱ ᦓᦾ ᦣᦸᧂᧉ ᦄᦸᧅ ᦄᦸᧅ
— หมา น้อย ฮ้อง หงอก หงอก (หมาน้อยร้องหงอกๆ)
ᦝᦱᧉ ᦶᦈᧂᧉ ᦡᦱᧁ ᦺᦉ
— ฟ้า แจ้ง ดาว ใส (ท้องฟ้าสว่างแจ่มใส)
ᦠᦱ ᦢᧁᧈ ᦠᧃ
— หา เบ่า หัน (หาไม่เจอ)
ᦢᧁᧈ ᦣᦴᧉ ᦶᦈᧂᧉ
— เบ่า ฮู้ แจ้ง (ไม่แน่ใจ)
ᦵᦣᦲᧃ ᦎᦴ ᦃᦾᧉ ᦙᦲ ᦩᦻ ᦷᦎ 1.
— เฮิน ตู ข้อย มี ควาย โต 1 (ที่บ้านฉันมีควาย 1 ตัว)
ข้อสังเกต ภาษาไทลื้อใหม่ ซึ่งเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนภาษาจาก
ไทลื้อเดิม หรือภาษาไทธรรมที่ใช้ทั้งในภาษา(ไท)ขืน และไทลื้อซึ่งเป็นรูปแบบภาษาโบราณและ
ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน มาเป็นรูปแบบใหม่ โดยอาจจะยังคงรูปแบบเดิมอยู่บ้าง แต่ก็มีความแตกต่างในบาง
ตัวอักษรและสระ รวมถึงมีการตัดสระบางรูปไป ทำให้ภาษาไทลื้อใหม่ ผสมให้เกิดเสียงได้น้อยกว่า
แบบเดิม ตัวอย่างเช่น คำว่า นวน ถ้าเป็นไทขืนหรือไทลื้อ ยังสามารถใช้เสียง สระอัวและสะกดด้วย
เสียง น (ᨶ᩠ᩅᩁ – นวล) แต่ถ้าเป็นภาษไทลื้อใหม่เสียงจะออกเป็น โนน หรือก็คือใช้สระโอและสะกดด้วย
เสียง น แทน (ᦷᦓᧃ – โนน) ถึงแม่ว่าเราสามารถทำความเข้าใจกับโทนเสียงที่ใกล้เคียงกันได้ แต่ก็
ไม่สามารถเทียบได้กับรูปแบบเดิม ที่ปรับเข้ากับการออกเสียงภาษาไทยได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ภาษา
ไทขืนจึงมีรูปแบบที่ทับศัพท์และเทียบเคียงกับภาษาไทยมากกว่า รวมถึงมีการปรับเป็นปัจจุบันมากกว่า
ภาษาไทลื้อเดิมและไทลื้อใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบคำศัพท์โบราณกว่า
ปัจจุบันเท่าที่ผู้เขียนสังเกตการคงอยู่ของภาษาไทธรรม หลักๆ น่าจะเป็นที่เชียงตุงที่ยังคงดำรงรักษาไว้
อาจจะเพราะเป็นภาษาที่ใช้ในคำสอน บทสวดทางพระพุทธศาสนา เป็นอักษรธรรม โดยมีพระภิกษุสงฆ์
และสามเณรที่ยังร่ำเรียนและใช้สืบทอดพระพุทธศานาต่อกันมาเรื่อยๆ ทำให้อาจจะไม่หายไปไหน ในขณะ
ที่ในเมืองเชียงรุ้ง(สิบสองปันนาในประเทศจีน) เริ่มเห็นน้อยลง และใช้เป็นรูปแบบไทลื้อใหม่กันมากขึ้น
ถึงแม้ว่าในพื้นที่รอบนอกเมืองอาจจะยังมีใช้บ้าง แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนหรือส่งเสริมที่เพียงพอ ก็
อาจจะหายไปในอีกไม่นาน